Home รวมบทความ รวมบทสัมภาษณ์
Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

บทความมาใหม่

Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_latestnews/helper.php on line 109 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_latestnews/helper.php on line 109 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_latestnews/helper.php on line 109 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_latestnews/helper.php on line 109 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_latestnews/helper.php on line 109 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_latestnews/helper.php on line 109

โชคดีเพียงใดที่เราได้รู้จักกัน

โชคดีเพียงใดที่เราได้รู้จักกัน

พราย ปฐมพร ปฐมพร

               

               ปกติมนุษย์โลก ทำความรู้จักกันอย่างไร อาจเริ่มต้นที่ ยิ้ม เดินเข้าไปแนะนำตัว และกล่าว
สวัสดี

                พราย ปฐมพร ปฐมพร อาจจะหมายถึง ชายผู้ทาตัวสีฟ้ามีแถบสีดำคาดบนใบหน้า เป็นนักดนตรีทำเพลงในแบบที่ตนเองอยากจะทำโดยไม่ประนีประนอมกับอะไร เขาอาจจะเป็นกำลังใจให้กับกลุ่มคนทำงานศิลปะมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องที่คนทำความรู้จักจากเพลงที่ได้ยิน จากเรื่องที่ได้อ่านและประเมินเขาไปแล้วจากสิ่งที่ตนเองเห็น

 

                เราเองก็ไม่รู้...ว่าเขาเป็นคนแบบไหน จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเวลาเช้าตรู่ ณ บ้านใต้ต้นไม้ ริมแม่น้ำปิง HIP ได้มีโอกาสไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่พรายจะจากเชียงใหม่ กลับไปยังที่ที่เขามา เราได้นั่งลงสบตา พูดคุยกับเขาเพื่อทำความรู้จักกันและกัน

                ในวันนั้น บางครั้งเราถาม พรายตอบ และหลายครั้งที่ในฐานะผู้ตั้งใจมาถามกลับต้องตอบคำถามที่เราตั้งขึ้นมาเองการถามตอบวันนั้น ได้ทั้งเสียงหัวเราะ และอาจจะเรียกว่าได้มิตรภาพระหว่างคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน จนอดคิดไม่ได้ว่า อะไร ที่นำพาพวกเรามาเจอกัน โดยมีจุดหมายซ่อนเร้นหรือไม่ ที่ไม่เพียงทำให้คนแปลกหน้ามาทำความรู้จักกัน แต่ยังทำให้ได้คิดริเริ่มทำความรู้จักตัวเองให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

                หวังว่าบรรทัดต่อไปนี้จะทำให้หลายคนรู้จักเขา พรายปฐมพร ปฐมพร มากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะศิลปินหรือนักดนตรีแต่เป็นมนุษย์ที่น่าคบหาคนหนึ่ง

                และบทสนทนาของเราวันนั้นเริ่มต้นที่ ...

 

เหมือนพรายจะชอบเชียงใหม่

                คราวที่มาเชียงใหม่ แล้วชอบมากที่สุดน่าจะเป็นความที่มาอยู่กับแก้ว (จิระศักดิ์ แสงพลสิทธิ์ หนึ่งในกลุ่มศิลปินเชียงใหม่ที่ริเริ่มทำคอนเสิร์ตครบรวบ 25 ปีให้กับพราย) แล้วก็น้องโจ นิวัฒน์ ศิวารุธ มาเจอน้องๆ แล้วมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งมากกับเชียงใหม่ พอมาแล้วก็เจอผู้คนอย่างพี่ทอม ซึ่งสมัยพี่พรายเป็นวัยรุ่นไปเสม็ดไปดมฟองคลื่น เราค่อนข้างมีโลกส่วนตัว ไปเจอเขามีโลกส่วนตัวมากกว่าเราอีก แล้วโลกส่วนตัวเขาสวยงามกว่าเรา พอมาเจออีกครั้งแล้วมานั่งคิด เออ..ทำไมเราไม่มีชีวิตส่วนตัวอย่างที่เราอยากจะมี ซึ่งพลาดไป เพราะเราต้องดำเนินชีวิตตามกฎของหลายๆ อย่างรวมกัน

 

ที่บอกว่าพลาดไป พลาดเรื่องอะไร และเพราะอะไร

                ที่พลาดไปในแง่ของการเลือกชีวิตในรูปแบบ เมื่อก่อนเราเลือกแล้วก็มีโลกของตัวเองใช่ไหม เราน่าจะได้เป็นแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย เราน่าจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าคนบางคนก็ยังต้องทำงานต้องเลี้ยงลูก ต้องมีชีวิตอะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็มีอยู่ในวังวนนั้นเหมือนกัน

 

ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาพรายก็เลือกที่จะเป็นตัวตนในแบบของคุณแล้ว

                แต่ยุคที่ไม่ได้เลือกคือเราไม่เคย เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีชีวิตคู่นี่ไม่เคยพูดถึงเขาเลยนะเนี่ย (หัวเราะ) ชีวิตคู่ ในมุมของเรามองว่า คือข้ออ้างของมนุษย์ในการดำรงเผ่าพันธุ์ แล้วสุดท้ายมันก็คือความทุกข์อย่างมหาศาล แต่ด้วยความที่เหมือนกับเป็นอะไรบางอย่างที่ มันเป็นเช่นนี้ มันเกื้อกูลกันมา ทำให้ต้องเกิดสิ่งที่พี่พรายเรียกว่า กระแสชีวิต พอไหลตามกระแสชีวิตมันก็แรงมาก ทำให้ความคิดหรืออุดมการณ์ที่เรามีต้านไม่อยู่ คำว่า พลาดไป คือเราไม่ได้เลือกแบบนี้ สมมุติว่าเลือก เราอาจจะเป็นนักบวช หรือฤๅษี หรือเป็นนักพรต ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นไปเลย แต่พอพลาดไปปุ๊บ...ทุกอย่างก็เป็นเช่นนี้

                บางทีชีวิตมหัศจรรย์มากตรงที่ไม่มีอะไร คำว่าไม่มีอะไรเลยมันสุดยอด เขาถึงบอกสูงสุดคืนสู่สามัญอันนี้แหละคือไม่มีอะไร เพราะความจริง มีอยู่แต่ใจมันไม่มีอะไร อย่างรถป้ายแดงถ้าโดนขูด โอ้โหพ่อเมิงงี้(ด่า) นี่แหละคือการมีอะไร เหมือนเขาใช้คำพระ รถคันนี้สวยดีจงเป็นของเราเถอะ พอเราจ่ายเงินไป เราคิดว่าเป็นของเรา ทั้งๆ ที่มันเป็นรูปแบบรถมาตั้งแต่ในโรงงานละ ไม่ได้เป็นของใคร เราสรุปด้วยสิทธิทางความคิด สิทธิของการจับจอง เหมือนที่ดิน เป็นของฉัน มันเป็นของฉันที่ไหน ภูเขา แม่น้ำไม่ได้เป็นของใคร แต่พวกเราก็เข้าไปจับจอง ถ้ามีคำว่า เป็นของฉัน เท่านั้นล่ะเสร็จเลย แต่ถ้าไม่มีได้เนี่ย เขาเรียกว่ามีปัญญามาก โดยเฉพาะที่คนเริ่มเปิดกบาลตัวเองในเรื่องที่ ไม่มีอะไร แล้วตกลงข้างในมีอะไรแน่นอน คือเรามีตัวตนจริงหรือว่าไม่มีตัวตนจริง ก็ต้องถามย้อนกลับมาที่ตัวเรา มีวิธีที่จะเจอคำตอบแต่ต้องฝึก ทุกคนเกิดมาก็รู้อยู่แล้วว่าต้องตาย แต่ว่าไม่ค่อยหาประสบการณ์ที่จะเดินไปสู่ความตายเลย ว่ามีอะไรอีกหรือเปล่า

 

ประสบการณ์ของความไม่มีอะไรของพราย

            ก็เหมือนกันทุกคนแหละ มีพ่อแม่ญาติพี่น้องและอื่นๆ หล่อรวมกันเข้ามาเป็นเรา วิธีคิดของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เขาเรียกว่าเป็น ปัจเจก ปัจเจกต้องรู้ว่าเรามีศักยภาพพอในความเป็นมนุษย์ อันนี้สำคัญมาก แต่คนทุกคนไม่ได้คิดถึงจุดนี้เป็นเพราะวาการศึกษาหล่อหลอมและสั่งสอนให้เป็นแบบเดียวกันหมดว่า ถ้าคุณเก่งคุณต้องเป็นหมอ คุณจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป ซึ่งความคิดนี้จะทำให้หลุดยากมากเลยว่า เฮ้ย... จะทำอะไรก่อนตาย มันคิดไม่ได้เพราะทุกคนหวังแต่จะทำมาหากิน หรือวันๆ แต่กินอะไรอร่อยดี ก็วนกันอยู่แค่นี้

 

คุณมีวิธีการหาคำตอบให้ตัวเองอย่างไร

                จริงๆ แล้วเมื่อก่อนคิดว่าตัวเองเก่งมากและยิ่งใหญ่พอที่จะสามารถเข้าใจเรื่องระบบความคิดทั้งหมดและเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งโลก เพราะคิดว่าเราเจ๋งสุด แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นว่าสิ่งที่ทำไมได้รับการยอมรับ และย้อนกับมาดูผลงานแล้ว มันกระจอกงอกง่อยมาก ยิ่งทำให้เราประสบความผิดหวัง ซ้ำซาก และความผิดหวังก็คือสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ แล้วความทุกข์เนี่ย ก็เรียนมาตั้งแต่เด็ก ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ นั้นล่ะคือ อริยสัจ 4  อันแรกคือความทุกข์ แต่แล้วก็วิเคราะห์กับมันมาในระดับพอสมควร แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าแตกต่างอย่างไรกับความสุข การที่เราจะเข้าใจอะไรสักอย่าง ถ้าจะเข้าใจเพียงแค่ผิวเผิน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ฉะนั้นวิธีการคิดของพี่พรายตรงนั้นก็แค่เหมือนเปลี่ยนประเด็น แล้วก็ปลอบใจตัวเอง ฉะนั้นประสบการณ์ตรงถ้าเราไม่มีครูหรือผู้ที่รู้แนะนำ เป็นเรื่องยากมากเท่าที่พี่พรายคิดเองนะบนโลกใบนี้ ห้าพันปีมีผู้รู้ที่จะเป็นครูเราได้คือ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นปัจเจก ท่านมีลักษณะของมนุษย์คือ คนทุกคนมีศักยภาพเป็นปัจเจกได้ ถ้าเริ่มสนใจแล้วเริ่มศึกษาเพื่อให้มีการมีประสบการณ์ไว้ก่อน แล้วเทคนิคนี้แหละที่คนๆ นี้ในห้าพันปีคิดได เจ๋งไหม เพราะจะตอบปัญหาของพี่พรายได้ว่าทำไมเราถึงรู้ว่าเราต้องทำอะไร วันนี้ถ้าเกิดพี่พรายสามารถทำได้ ใครก็ทำได้ คนที่ทำก็จะได้ประโยชน์ เพราะพี่พรายได้ประโยชน์แล้ว พี่พรายคิดเรื่องนี้มาก่อนตั้งแต่ยังทำไม่ได้เลย ฉะนั้นก้มหัวลงไปเถอะยอมรับว่ามึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ มึงไม่ได้เก่ง เวลาทำงานกับผู้อื่น ยอมรับเถอะ เราก็เป็นปัจเจก เขาก็เป็นปัจเจก เขามีสิทธิ์ที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แม้ว่าเขาอาจจะโง่ หรือเขาอาจจะเป็นคนกวาดถนน หรือเป็นวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ทุกคนมีความเป็นปัจเจก มีความเข้าใจเรื่องพวกนี้หมด แต่เขาจะโชคดีพอไหมที่จะเจอสิ่งที่พี่พรายเรียกว่าเทคนิคความทุกข์กับอริยสัจ 4 ที่เรียนมา ท่องมาทุกอย่าง สิ่งนี้คือคำสอนที่ว่าอย่าทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้สะอาด สองอันแรกนี้พอรู้อยู่บ้าง แต่การทำจิตใจให้สะอาดคือแก่นของมัน ไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่มีเทคนิค

 

แล้วเวลามีความทุกข์จัดการกับมันยังไง

            ถ้าพูดถึงสมัยก่อนก็แหกปากนี่ไง มันคงเป็นศิลปะ แต่พี่พรายไม่ได้เรียนศิลปะ ศิลปะแปลโดยความหมายของพี่พรายคือ คีล แล้ว ปะ เนี่ย  ก็หมายถึง โดยรอบ พี่พรายแปลเองนะ แล้ว ศิลปะ คือสิ่งที่เป็นตามกฎโดยรอบ รอบชีวิตของเราเลย ฉะนั้นถ้าเรารู้จักที่จะอยู่ในกฎ เราปลอดภัย แล้วเมื่อเราไม่ปลอดภัย เรามีความทุกข์มาก เราก็มุ่งให้ตัวเราหรือจิตใจของเราเข้าไปอยู่ในศิลปะคือกฎ พอพี่พรายโตขึ้นพี่พรายก็รู้ว่าศีลคือกฎธรรมชาติ ถ้าคุณฝ่าผืนกฎธรรมชาติคุณจะโดนลงโทษทันทีทันใด เช่นสมมุติว่า ชอบแฟนคนอื่นหล่อมาก แค่คิดชอบปุ๊บเนี่ย... เราโดนลงโทษทันทีโดยไม่ต้องไปยุ่ง เราโดนละ จะโดนยังไง ก็เรามีความสุขอยู่ งั้นกอดให้แน่นเลยนะความสุขเนี่ย (ฮ่า) แต่ที่ถามว่าพี่พราย ทำยังไง ตอนนั้นพี่พรายร้องเพลง เวลาเราร้อง เราแต่งเพลง ความสามารถของมนุษย์คุณสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างเดียวเท่านั้น เวลาจดจ่อหรือเขียนเพลงจะพุ่งไปตรงนั้น ก็เหมือนวิธีคิดของคนอื่น เช่น ถ้าเขาเศร้าใจเขาจะกินเหล้า เขาพุ่งความสนใจไปที่แอลกอฮอล์เท่านั้น โดยหารู้ไม่ว่าเขามุ่งไปหากฎแต่กฎของเขาเป็นกฎธรรมชาติหรือเปล่า เช่น น้ำบริสุทธิ์ทำให้ร่างกายสดชื่น แต่เหล่ามันคนละเรื่อง ทำให้ร่างกายแย่ มันเปลี่ยนแปลงเราได้เพราะมีเคมีใช่ไหม เขาเข้าใจแค่ว่ากฎนี้ทำให้ตัวเองเบลอๆ  มึน ๆ แล้วก็ลืมๆ เขากำลังฝืนกฎธรรมชาติ ธรรมชาติต้องยอมรับให้ได้ว่า ถ้าฉันมีความทุกข์ฉันต้องอยู่กับมันให้ได้เพราะมันอยู่ไม่นาน แต่ทุกคนหนีหมด ก็เลยไม่รู้ว่าความทุกข์จริงๆ น่ะคืออะไร เบสิคคือแบบไหน ส่วนพี่พรายก็ใช้แบบพวกเขา พี่พรายไม่ได้กินเหล้าแต่แหกปาก และก็เป็นผลดี เหมือนกับจิตรกรหรือศิลปิน พวกเขาไม่มีอไร พวกเขาก็พุ่งไปที่ภาพวาด ประติมากรรมหรือวิธีการต่างๆ ที่เขาจะพรีเซนต์ออกมาว่าฉันมีความทุกข์หรือฉันมีความสุข

                ปัจจุบันพี่พรายก็ยังไม่บรรลุอะไรทั้งนั้น แต่โชคดีที่เข้าใจว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ และความทุกข์ที่ตัวเองจะต้องรับแบบเต็มๆ ในฐานะที่เรามีความหยิ่งผยองมาก มีความคิดแบบนี้มานาน เราคิดว่าเรากล้าที่จะลงไปในนรกได้ เรามั่นใจว่าถ้าเราลงไปในนรกเราจะไม่โดน คือแน่นอนเราต้องโดน แต่ว่ายังมั่นใจว่าเรารู้แล้ว รู้สิ่งที่ทำแล้ว ก็เลยไม่กลัว

                ความจริงแค่คิดไม่พอต้องประสบด้วยตัวเอง แล้วมันจะย้อนกลับมาเลยว่า มันตอบไม่ได้ ไม่มีคำตอบแล้วจะจัดการยังไงมีใครบอกฉันที พระเจ้า พระพุทธเจ้าใครก้ได้มาบอกฉันที ฉะนั้นคำถามต้องให้มาอยู่ในใจ ใครละมาตอบฉันได้ ถ้าเราคิดว่าเราเจ๋งเราต้องรู้เลยว่าใคร เมื่อรู้สึกไม่สบายใจ คำถามมันมาจากใจเรา คำตอบก็ต้องมาจากใจเรา นี่ล่ะคือเบสิก เวลาที่เราคิดมากไม่สบายใจก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราไม่สบายใจส่วนไหน ส่วนไหนของร่างกายเรา ในเมื่อเราทุกข์แล้วก้หม่นหมองมาก ถ้าเราหนีไปก็เหมือนเดิม เอาอย่างงี้ดีไหม ลองดูสิว่าตัวเรากับความคิดนี้เป็นยังไง เราก็นอนแม่งเลย นอนเหมือนตายไปเลย แล้วก็ลองใช้เทคนิคพื้นๆ ที่จะโฟกัส เหมือนโฟกัสเหล้า  โฟกัสโทรทัศน์ โฟกัสเพื่อน แต่เราไม่โฟกัสสิ่งพวกนี้ แต่เราจะโฟกัสอ็อกซิเจนที่ไหลเข้าออกในร่างกาย กลับมาสู่เบสิคที่ถูกต้องเพราะถ้าเรามีความทุกข์ถึงขั้นฆ่าตัวตาย เราจะไม่มีโอกาสแบบนี้ เพราะส่วนใหญ่คิดว่าตายแม่งดีกว่า การที่เราจะรู้ว่ามันเข้าหรือออกมัน จะยากมากเพราะว่าเราก็หายใจกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้สนใจมัน ก็ลองทำดูแบบเนี้ย เบสิคก่อนนะ ถ้ามันจะคิดก็ปล่อยให้คิดไป โฟกัสไปการไหลเข้าออกของอ็อกซิเจน ว่ามันเข้าหรือออก ทำให้นานทีสุดเท่าที่จะทำได้แล้วเราจะมีประสบการณ์ นี่เป็นเทคนิคแรกที่จะเข้าใจตัวเอง

 

 

คิดว่าฟุ้งซ่านดีไหม

                พี่พรายว่าดีนะ ทุกอย่างเกิดขึ้นสิ่งนั้นดีเสมอ

 

สุขกับทุกข์เหมือนกันหรือเปล่า

                อันนี้อาจไม่ใช่ประสบการณ์ตรงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่รู้จากเชาว์ปัญญาที่เขาสอนมา ความสุขคือความทุกข์ ชีวิตที่เกิดมาตั้งแต่ต้นใจถึงก่อนตายมีแต่ความทุกข์ ถ้าเจอกับความสมหวังบ้างหรือที่คนอื่นเรียกว่าความสุขสมมุตินะอาทิตย์หนึ่งอาจจะมีสักแว๊บหรืออาจจะมีสักสองแว๊บ สามแว๊บ มันอยู่ไม่นาน สมมุติเรามีเพศสัมพันธ์ก็จะมีสักแว๊บหนึ่งที่มีความสุข แล้วคนก็ไปหาแว๊บนั้นกันน่ะ ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าไม่ต้องการ แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก คนเราต้องการอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดความสุข สิ่งนั้นเกิดที่อื่นไม่ได้นอกจากร่างกายและมันต้องส่งผลมาที่ร่างกาย เช่นเดียวกับออกซิเจนที่ไหลแรงขึ้นเพราะว่าเรามีความสุข คล้ายๆ กับความทุกข์เวลาเราเห็นหน้าใครแล้วไม่ชอบเราจะเหมือนวันกระทิง (หายใจฟึดฟัด) สังเกตดูผู้หญิงที่มีความสุขในหนังเอ็กซ์สิ  ร้องอ๊ากกส์ ทรมานเหมือนจะตาย ก็คล้ายๆ กัน ถ้าแยกฟังแค่เสียง นี่มันทรมานหรือมีความสุข จริงๆ แล้วความสุขและความทุกข์ก็คือวิธีที่ร่างกายสูบฉีดออกซิเจนเข้าไปทำงานในร่างกาย คล้ายกันแต่ส่งผลต่างกันในเรื่องของจิตใจทั้งคู่ไม่สมดุลเป็นอาการของในร่างกาย คล้ายกันแต่ส่งผลต่างกันในเรื่องของจิตใจทั้งคู่ไม่สมดุลเป็นอาการของความผิดปรกติ ซึ่งถ้าเป็นบ่อยก็คล้ายเฮโรอินหรือโคเคนหรือเหล้าเพราะมันติดแล้วไงอ่ะ... ความสุขความทุกข์ก็ต้องเกิดคำถามขึ้นกับเราว่าจะเอายังไงดี ต้องกลับมาหาสิ่งที่เป็นเบสิค นั่นก็คือสังเกตอ็อกซิเจนที่ไหลเข้าออกสู่ร่างกายของเรา

                เราเรียนแพทย์จบไปแล้วมีเงิน เรียนการเมืองจบไปแล้วมีเงิน ทุกคนก็อยู่ในวังวนเดิม อย่างเนี้ยอ็อกซิเจนไหลแบบไหนก็ยังไม่รู้เลย ไม่เคยสนใจคือ รู้แล้วก็ไม่สนใจก็จบ เพราะมันยากไง ยากที่จะมาสนใจเรื่องพวกนี้ มันเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนทำมาหากิน แต่คนบางคนเขาทำงานของเขา เขาก็พุ่งไปจุดนี้ได้เหมือนกัน อย่างศิลปินบางคนไม่สนใจทั้งโลก คุณทำอะไรผมไม่ได้เพราะผมเป็นศิลปินแห่งจักรวาล (หัวเราะ)

 

มักสงสัยอยู่เรื่อยว่า คำว่า ดี หมายถึงอะไร ใครเป็นคนกำหนด

                มันเป็นปัญหามากกว่าคำว่าภาษา การใช้ภาษาของแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีปัญหาในการถ่ายทอดหมด คือคนที่พูดว่าดีในความหมายสมมุติที่เขาเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นยังไง เขาอธิบายให้เราฟังไม่ได้ ก็จะกลับมาเรื่องเก่า ประสบการณ์ของคำว่า ดี คุณเข้าใจคำว่า ดี ยังไง ประสบการณ์ของดีคือมีความสุขหรือไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นถ้าจะให้พี่พรายอธิบายก็คงบอกว่าเป็นแค่คำๆ หนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราถ้าใจเข้าใจ คือใจเราจะรับรู้ว่านี่คืออะไร ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะพูดอะไร เพราะว่าถ้าเราสนใจจะยิ่งทำให้เราสับสนมากในคำๆ นั้น เราจะยิ่งไม่เข้าใจเพราะเราไม่มีประสบการณ์แยกแยะไม่ออกไม่ละเอียดพอ แล้วพอมีคนอื่นมาบอกอีกก็จะยิ่งงงไปใหญ่ เพราะฉะนั้นง่ายๆตอนนี้อะไรที่เราโอเคนั่นน่ะดี โอเคในที่นี้คือเราต้องไม่ทำร้ายตัวเองนะสำคัญที่สุด แล้วก็ไม่ทำลายคนอื่น เมื่อไหร่ที่เราว่าดี แต่ทำร้ายคนอื่นมันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะดี เพราะอะไรวันหนึ่งผลนั้นก็กลับมาหาตัวเรา มันเป็นกฎธรรมชาติ

 

มนุษย์มักวิ่งหาความทุกข์?

            ไม่ได้วิ่ง มันมีของมันอยู่แล้วเป็นธรรมชาติ สมมุติว่าพูดง่ายๆ อย่างเรานั่งกันอยู่เนี่ยจะมีไหมที่เราจะไม่ขยับตัว แค่นั่งเฉยๆ ก็เจ็บแล้ว เดินๆ หน่อยก็เมื่อยอีกแล้ว ฟังเพลงหน่อยก็เบื่อแล้ว จริงไหม ฟังดูแล้วทุกคนก็เห็นด้วย แต่ว่าไม่ได้สนใจ คนที่สนใจมีน้อย อย่างพี่พรายเป็นคนที่สนใจไหม สนใจมาก กระตือรือร้นเลยล่ะ กระเหี้ยนกระหือมากจนกระทั่งมาได้เจอสิ่งที่ตัวเองค้นหามาตลอดชีวิต อาจจะหลายๆ ชีวิตนะ อาจจะอบกว่าแล้วรู้ได้ไงว่ามีชีวิตอื่น อันนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนเป็นความเชื่อ จริงๆ มันไม่ใช่ความเชื่อแต่เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ซึ่งวิธีพิสูจน์ไม่ใช่การมานั่งคุยนั่งอ่านแล้วเชื่อเลย คุณต้องออกไปฝึกหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง

 

บางคนเชื่อในศิลปะคือวาดรูปในทางของเขา คนทำเพลงก็ทำเพลงในแบบตัวเอง แล้วพรายตอนนี้เชื่อในอะไร

                ตอนนี้พี่พรายเชื่อมนุษย์ เชื่อในความเป็นมนุษย์ของพี่ ในความเป็นมนุษย์ของทุกคนว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ในการที่เราจะฉีกตัวเองให้เข้าใจว่าชีวิตมีอะไรเยอะแยะมากที่ดีๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เราจะคิดว่ามันเศร้านะ มันมีอะไรดีๆ แต่ว่ามันดึงออกมาไม่ได้ เพราะว่าไม่มีพลังพอ คนบางคนทำงานศิลปะทำแล้วขายไม่ได้ ทำแล้วแย่แล้วเขาก็ยอมมันโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่คนบางคนไม่ยอม ไม่ยอมคือเหมือนกับต้องนอนเกลือกกลั้วกับดินทรายเลยนะ แต่เขาไม่ยอมแล้วพยายามด้วยหรือเปล่า บางคนก็บอกว่าพยายามแต่พยายามแบบโง่ๆ ก็ไม่มีประโยชน์นะ คือเขามองผิดตั้งแต่ต้น เช่นที่ดินแปลงนี้ฉันจะปลูกข้าว ถ้ามันปลูกไม่ได้อยู่แล้วคุณไปขุดไปไถยังไงมันก็ไม่มีผล ต้องใช้สติปัญญาด้วย  จะทำอะไรก็ต้องมั่นใจก่อน มันจะมีบททดสอบว่าได้ไม่ได้ แล้วพอเรามั่นใจสักนิดนึง จากนั้นอย่ายอมเลย มันต้องได้จะได้มากได้น้อยแค่นั้นเอง

 

คือเชื่ออย่างเดียวแบบไม่คิดไม่ได้ คือต้องคิดรอบด้าน

                จริงๆ ถ้าเขาเป็นคนมุทะลุพอ ทำไปถึงจุดหนึ่งเขาจะเจอทางแยก หรือไม่ก็จะตันอยู่มันไม่มีทาง แต่ถ้าฉลาดพอเขาจะคิดได้เลย อาจจะเลือกได้ตั้งแต่ต้นเลยมันหลายหลายมาก พี่พรายรู้สึกแย่กับสังคมไทย อย่างหนึ่งตรงที่ว่าเขาพยายามจะทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เขาไม่พยายามจะทำงานหนัก เช่นพยายามจะทำให้สังคมดีขึ้น พี่พรายชอบอเมริกาสองอย่าง คือตำรวจกับสื่อมวลชน เมื่อไหร่ก็ตามที่ตำรวจเล็กๆ จับตัวใหญ่ๆ เขาคือฮีโร่ แต่ตำรวจไทยหรอ... มึงตาย สื่อมวลชนที่ไปขุดคุ้ยเรื่องที่ไม่ดีมึงก็ตาย แต่ทำไมไม่ทำในสิ่งที่ดีขุดคุ้ยความจริง ก็ความจริงมันจะอันตรายยังไง แต่วันนี้ไม่มีคนคิดไง ต้องฉลาดพอที่จะไม่ไปขุดคุ้ยเรื่องที่เป็นอันตรายหรือก็ขุดค้นทางด้านจิตใจสิ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นอาหารที่เรากินอยู่ทุกมื้อสารพิษมัยเยอะมาก ก็ไม่เห็นกระทรวงทำอะไร พ่อค้าแม่ค้าหรือชาวสวนก็ปลูกในสิ่งที่ฆ่าคน แค่นี้แก้ไม่ได้เหรอประเทศไทย อันที่จริงสื่อมวลชนไงทำได้แต่ก็ทำสักแป๊บแล้วก็เลิกไป แล้วทุกคนก็อยากจะกินของดี แต่ไม่มีใครลงมือทำเห็นมั้ย  การทำงานคือหน้าที่ของเรา สื่อสารให้เขารู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่สื่อมวลชนถ้าคิดดีแล้วการทำงานคือหน้าที่ของเรา สื่อสารให้เขารู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่สื่อมวลชนถ้าคิดดีแล้วทำไปเรื่อยๆ พี่พรายเชื่อว่าจุดเล็กๆ แบบนี้ก็เหมือนที่พี่พรายได้ทำ ไม่เห็นประสบความสำเร็จเลย จริงๆ นะ ยอดขายไม่รู้อยู่ได้ไง แต่ว่าพอเรามาอยู่ตรงนี้แล้วก็จะรู้ว่าสายตาที่เขามองเรา เขารักเรามากนะรักเรามากจริงๆ บางครั้งคนใกล้ตัวยังไม่ไดรักเราแบบนี้ด้วยซ้ำ เขารักแบบ พี่บอกผมมาเถอะผมยังไงก็ได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเป็นแก่ที่กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง และความคิดของเราก็ยังคงถ่ายทอดซ้อนไว้ในเพลงอยู่ แต่คนจะสนใจหรือเปล่าแค่นั้นน่ะ แล้วมันก็ไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้วนะที่ว่าคนจะรู้หรือเปล่า หน้าที่ของเราคือเขียนซ่อนไว้ตรงนี้ แต่วันหนึ่งประโยคนี้อาจจะผุดขึ้นมาในใจของคนหนึ่งคน วันหนึ่งพี่พรายขับรถไปเห็นคำที่เขียนไว้ข้างหลังรถว่า ฟ้ามืดจึงเห็นดาวสวย เฮ้ย ...นี่มันประโยคของเราทำไมเขาเอามาติด เพียงแค่ประโยคเดียวก็สามารถมีบางอย่างที่เขาเก็ตได้ ต้องมีวันหนึ่งที่ประสบการณ์เขากับประสบการณ์เราพร้อมกันและรับได้

 

นั่นเป็นแรงส่งให้พรายทำเพลงมาโดยตลอดหรือเปล่า

                จริงๆ แล้วโดนสาปให้ทำ ไม่มีศิลปินคนไหนไม่เจ็บปวด มันเป็นธรรมชาติ ตอนนี้คงข้ามจุดนั้นไปละ ตอนนี้หน้าที่คือถ้ามีโอกาสก็จะทำ ต้องเลือกเอา ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง มันจะละเอียดชัดขึ้นเรื่อยๆ สิ่งทีเราเลือกจะมี ชอบ ไม่ชอบ เลวกับดี ดีพอใช้ กับดีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะมีลำดับขั้นของมัน ผู้คนที่เราไดเจอ อะไรที่เราสัมผัสมันจะค่อยๆ ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราสนใจเรื่องแบบนี้ คนที่เราเจอจะน่ารักขึ้น เออ..มันแปลก คือเราต้องสนใจตัวเองก่อนนะ สนใจที่จะรู้จักตัวเองก่อนทีละนิดๆ

               

ทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้นหรือเปล่า ไม่ไปทุกข์กับโลกมาก

                คือคำว่าแง่ดี พี่พรายไม่มีอยู่แล้วในใจ แต่ก่อนจำได้เดินไป อีสัดเอ้ยมึงไม่ต้องมาทำเป็นสวยเลย (หัวเราะ) ในใจเราด่าอย่างนั้นทั้งๆ ที่เราไม่ได้มาทำอะไรเราเลย จริงๆ รุนแรงมาก เกลียดชังมาก แล้วพอมีวันนี้ได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์เพราะว่าแบบนั้นมันทุกข์เยอะนะ คอืมันหาอะไรไม่เจอ ทำแบบนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ งงๆ สู้กันไปสู้กันมาจนกระทั่งอย่างที่บอก... แล้วจะเจอ

                อย่างคำว่ามองโลกในแง่ดีไม่ได้เกิดจากเราพยายามคิดในแง่ดี มันต้องเป็นประสบการณ์ พอผ่านไปอีกสิบปีความรักของเราในตอนนี้มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง มองคนละมุมเลย  แต่แม่งใช้เวลา บางครั้งแทนที่เราจะให้เวลามาจัดการแต่มาเอาเรารู้จักมันตรงนี้เลย วันนี้เลย เรารู้จักกับตัวเองตอนนี้เลยว่าคืออะไร แต่มันไม่ง่ายแค่นั้นเอง ต้องตั้งใจเยอะๆ 24 ชั่วโมงจะดูตัวเองกี่นาที่ถ้าบอกว่าสิบหรือยี่สิบนาทีพอไหม อ่ะ กับการที่เราฟุ้งซ่านไปอีก 22-23 ชั่วโมง ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคุณทำได้แค่นี้ คุณต้องยอมรับว่าทำได้เท่านี้ เหมือนโกวเล้งก็กูอยากจะกินอ่ะเหล้า ก็โอเคกินไปสิ แต่สิ่งที่มีคือเขาได้เลือกในสิ่งที่เขาทำ ยังไงก็ตามสมมุติบอกว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนรุ่นใหม่ แต่ความสามารถไม่เท่าโกวเล้งแต่มันอยู่วงเหล้าตลอดเวลา ถามว่าดีไหม คนคนนั้นอาจจะไม่เจอตัวเองด้วยซ้ำไป แต่แรงบันดาลใจแบบนี้พี่พรายก็เหมือนกัน ทำอะไรเพื่อความสะใจของตัวเองด่าแม่งทุกคนตลอดเวลา เราก็จะรู้เลยว่าสุดท้ายบั้นปลายของเรามันจะเป็นยังไง  ผลที่ออกมา แม้แต่งานครบรอบ 25 ปีพี่พรายนั่งดูกวินเอาเทียนปักตูดทาตัวสีฟ้าเพราะเราคือแรงบันดาลใจของเขา ตอนที่ทำคิดว่าความรุนแรงไม่ส่งผลมากหรอกเพราะเราพูดความจริง แต่ในแง่มุมของอีกคนหนึ่งมันทรงอิทธิพลมาก เขาสามารถที่จะเอาเทียนปักตูดตัวเองได้แล้วก็เดินแล้วก็แก้ผ้า มันคือศิลปะเพราะเขาปลดปล่อย แต่มันมาจากแรงบันดาลใจจากการถ่ายรูปแก้ผ้าของเรา แล้วมันสั่นสะเทือนรึเปล่า ส่งผลกับเราอีกในอีกแง่มุม ฉะนั้นความละเอียดของการกระทำแต่ล่ะอันเนี้ย ตอนนี้ถ้าให้ทำไหมก็ทำแต่ว่าคงไม่ใช่จิตใจแบบนั้นยังไม่เคลียร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมีความปรารถนาดีอยู่แล้วล่ะไม่งั้นคงไม่อยู่แล้ว  แต่ว่าไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อให้เดินแก้ผ้าไปเรื่อยๆก็ไม่มีปัญหา คนเราต้องรู้จักตัวเอง อันนี้สำคัญมาก ตอนนี้พี่พรายก็พยายามอยู่ และคิดว่าประสบการณ์จากที่เคยแย่มาน่าจะมีประโยชน์บ้าง สุดท้ายก็คือว่าความปรารถนาดีหรือมองโลกในแง่ดีมันจะไม่เกิดขึ้นถ่าเขาไม่มีประสบการณ์แง่หนึ่งของตัวเอง พูดไปแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมันดีจริงๆ ไม่ใช่สักจะพูดเฉยๆ คือไม่ใช่เราพยายามจะมองโลกในแง่ดีนะ แต่ถ้าเรามีประสบการณ์กับมันจริงๆ จะเข้าใจ

 

ทำไมพรายชอบไปทะเล

                คือเกลียดพ่อมั้ง ครอบครัวแตกแยก แล้วเมื่อก่อนพี่พรายเป็นคนที่ดำน้ำตั้งแต่เค้ายังไม่ฮิตกันเลย แล้วทะเลเขาคุยอ่ะ เขาคุยตอบเรา เขาเป็นพ่อเรา ทะเลยิ่งใหญ่เหมือนเราสื่อสารกันได้ อย่างชุดเจ้าชายทะเลก็มีพื้นมาแบบนี้ มีเรื่องเล็กๆ ตกตะกอนมา เหมือนเราลงไปเจอฉลามวาฬ เจอแมนต้า เจอปลาเจออะไรหลายๆ อย่างลงไปแล้วเหมือนเป็นอีกอาณาจักรหนึ่ง แต่วันนี้เราลงไปแล้วแมนต้าตัวเดียวโดนนักดำน้ำเป็นยี่สิบสามสิบรุมอยู่ เพราะมันหายากไม่ค่อยเห็น แล้วพี่พรายร้องไห้เลยนะในน้ำเลย ร้องแบบสงสาร มันไม่ไหว เราร้องไห้จนเราไม่อยากลงไปอีกเลย หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ปรับตัว เหมือนกับเอาเราไปหาธรรมชาติแต่เราก็ทำลายมัน แต่ตอนนี้ธรรมชาติในใจเราสำคัญกว่าข้างนอก ถ้าเราเบิกบานได้ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น

                มีคนอินเดียไม่รู้ศาสนาอะไรบอกว่าทั้งหมดก็คือสิ่งมีชีวิต มันก็จริง คือเมื่อก่อนเราก็ไม่เข้าใจว่าชีวิตมันก็แค่เซลล์ไรอย่างเงี้ย แต่อวตาร บอกว่าเซลล์ชีวิตต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปหมดถ้าสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ก็จะตาย ใบไม้แห้งที่กลบบนพื้นดินแห้งผากไม่มีชีวิตก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยความชุ่มชื้นของน้ำ ทุกอย่างเกื้อหนุนเป็นทฤษฎีแบบวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หมด ความอกหักเป็น วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ สามารถพิสูจน์ได้ ความกลัวนี่สำคัญนะ คนทุกคนสร้างเกราะคุ้มกันตัวเองไว้บางครั้งความคิดเป็นตัวตั้งเราต้องเป็นแบบนี้นะเราต้องอยู่ในภาพพจน์แบบนี้ สร้างกับตัวเองทั้งที่จริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ และนี้ก็คือผลของการสร้าง ไม่ได้เป็นเพราะถูกทำลาย ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีปัญหาไหม ทุกวันนี้พี่พรายไม่มีข้อสงสัยแล้วกับทั้งจักรวาลนี้และในจักรวาลหน้า ฟังแล้วดีนะ ไปถึงสิ เราไม่มีข้อสงสัยกับใครๆ เลย กับทฤษฎี กับการปกครอง เมื่อก่อนเราอาจจะเป็นอีกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย มนุษย์เสื้อแดง เสื้อเหลือง ก็คือมนุษย์ที่ต้องเติบโต ให้ได้ใช้ความสามารถในการเป็นมนุษย์ของเรา ไม่งั้นก็จะเป็นเหมือนแบบธรรมดา ๆ

                                สิ่งที่พูดวันนี้ ถ้าเราคิดข้ามชีวิตนี้ซึ่งยังไงก็ไม่เกินร้อยยี่สิบปีหรอก ไม่มีทางแล้วสมมุติว่าจะมีหรือไม่มีชีวิตต่อไป เราจะต้องยังไงกับมันดี คือกลายเป็นว่าแทนที่เราจะทำงานรับเงินเดือน แต่เปลี่ยนมาเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันจะทำงานข้ามภพข้ามชาติ ถ้าเราคิดว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ทำหน้าที่ตามที่มีอยู่ ทำหน้าที่ลูกทำหน้าที่อะไรไป สังเกตลมหายใจไปก่อน แต่ถ้าเกิดแว้บนึงขึ้นมาที่จะต้องตาย คุณจะเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ คุณจะต้องมองข้ามชีวิตนี้ไปให้ได้ ชีวิตหน้าจะมีหรือไม่มี ไม่รู้ แต่ต้องดีกว่านี้ ถ้าเราคิดอย่างนี้ก็จะต้องรีบทำ

 

                แ ล ะ นี่ ก็ เ ป็ น เ พี ย ง เ ศ ษ เ สี้ ย ว ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร ทำ ค ว า ม รู้ จั ก กั บ เ ข า

พราย ปฐมพร ปฐมพร คุณไม่จำเป็นต้องรีบเชื่อในสิ่งที่บอกเล่ามาทั้งหมด จนกว่าวันนั้นจะมาถึง วันที่ได้นั่งสบตาและพูดคุยทำความรู้จักเขาด้วยตัวของคุณเอง...

 

·        โชคดีเพียงใดที่เราได้รู้จกักัน

มาจากบทเพลง เพลงพราย ในอัลบั๊ม พราย-เมธี

 

 

 

 

นกดนตรี ราตรีมีปีกของชีพชนก ศรียามาตย์

นกดนตรี ราตรีมีปีกของชีพชนก ศรียามาตย์

 

ค่ำคืนปลายฤดูหนาวที่อบอ้าวของเมืองใหญ่ บรรยากาศรายรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิพลุกพล่านไปด้วยผู้คน หลังจากเติมท้องให้อิ่มอุ่น เราเดินหลบเร้นผู้คนหายเข้าไปในผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีสัญลักษณ์แซกโซโฟนประดับอยู่ด้านหน้า ภายในร้านสลัวเลือนด้วยแสงไฟหลากสี ราตรียังเยาว์นัก บรรยากาศจึงค่อนข้างเงียบเหงา เราจับจ้องบาร์หน้าเวที สั่งเบียร์เล็กคนละขวด มองเห็นนักดนตรีหนุ่มใหญ่นั่งซ้อมกีตาร์เงียบๆ อยู่ด้านหลัง คล้ายดังรอเวลา...

 

อ่านเพิ่มเติม...

 

ปฐมพรเตรียมวางงานใหม่ อัลบั้มคู่ !

 (อันนี้เป็นบทความเก่าจ้า)

  • สัมภาษณ์กันสั้นๆเลยนะฮะ
  • พราย เอาเป็นพูดคุยดีกว่านะฮะ คือตอนแรกผมคิดว่าการพูดของผมไม่ดี เพียงแค่อยากบอกแฟนเพลงว่าผมทำเพลงแล้ว

     

  • กำลังจะออกเหรอครับ
  • พราย ออก14ตุลาคม

     

  • ก็ตรงกับเป้าหมายของคอลัมภ์นี้ด้วย คอลัมภ์นี้คือ เป็นเนื้อที่สำหรับคนจะออกงานใหม่ ก็สรุปว่าคุณปฐมพรใช้ชื่อปฐมพร และก็ไม่ใส่นามสกุ
  • พราย ฮะ ปฐมพร ปฐมพร

อ่านเพิ่มเติม...

 

การกลับมาของ "ปฐมพร"


พราย "ปฐมพร"หรือที่ใครๆบางคนเรียกว่า "พราย"นั้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ปฐมพรได้ออกอัลบั้มชุดใหม่ที่มีชื่อชุดแบบไม่ต้องคิดมากว่า "พรายชุดพิเศษ" ,
หลายคนคงสงสัยหรือนึกด่ากันแล้วว่า ไอ้ TR นี่มันมั่วแนวจริงๆว่ะ
ไม่เห็นว่าอัลบั้มนี้มันจะเป็น METAL ตรงไหน เปล่าเลยอย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นเลยคนดี
การที่เรานำบทสัมภาษณ์ของเขามาเสนอสู่สายตาคนอ่านกันในเล่มนี้
ก็เพื่ออยากจะให้ใครหลายๆคนที่เคยฟังอัลบั้มเก่าๆของปฐมพร
ได้รู้อะไรลึกๆจากใจของปฐมพรหลายๆอย่าง อัลบั้มนี้นับว่าเป็นชุดที่ 7 แล้วสำหรับปฐมพร
หลังจากหายกันไปนานตั้งแต่อัลบั้มชุด / ไม่มีสังคม นั้นก็ประมาณสาม-สี่ปีได้แล้ว
และอัลบั้มนี้หลายๆคนคงพบเห็นกันตามสื่อต่างๆกันมาบ้างแล้ว และนี่คือคำให้การจากปากของเขาเอง

อ่านเพิ่มเติม...

 

สัมภาษณ์พราย : จากนิตยสาร ชีวิตชีวา

 

" ปฐมพร ปฐมพร" นักร้องหนุ่มสัญลักษณ์คาดหน้า ที่มีสไตล์ไม่เหมือนใครกับความแปลกในตัวที่อัดแน่น วันนี้ทีมงานพร้อมนำมาถ่ายทอดเพียบ!
จนสุดบรรยาย วันนี้การบอกเล่าประสบการณ์ในชีวิต และมุมมองส่วนตัวดูจะน่าสนใจดีพิลึก
นอกเหนือจากนี้การเดินทางบนเส้นสายดนตรีที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงกันก็น่าจับตามองไม่หยอก
จุดนี้ถือเป็นอีกมุมหนึ่งที่ท้าทายพอควร ซึ่งการกลับมาพร้อมความมั่นใจที่พกพามาเกินร้อย
กับอัลบั้มใหม่ "พรายใต้สำนึก" คงเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงความสามารถที่แตกต่างจากคนอื่น

  • พอออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว ทำอะไร
  • ก็ไม่ได้ทำงานเลย ก็ทำเพลงมาก็คิดว่าจะต้องทำให้ได้
    ก็ออกมาได้ชุดหนึ่งก็กะจะเลิก ทีแรกคิดว่าจะไปเมืองนอก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้
    ตอนนั้นอยากไป-อเมริกา ก็มีเพื่อนอยู่ที่นู้น ก็กะว่าจะเรียนภาษา แล้วก็จะไปอังกฤษก็ไม่ได้ ก็คิดว่าไม่ได้ไปแล้ว

อ่านเพิ่มเติม...

 

คำให้การของ พราย “จะว่าผมเป็นคนถ่อยผมก็เป็น”

 คำให้การของ พราย “จะว่าผมเป็นคนถ่อยผมก็เป็น” ด้วยเนื้อหาและคำร้องของบทเพลงที่เขาแต่ง ทำให้เขา ถูกตรา หน้าว่า ลามก,ถ่อย จากถ้อยคำและความคิดที่อยู่ในบทเพลง ทำให้คนอื่น มองเขาว่า เป็นคน โรคจิต,บ้า และจากอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่เขาทำ ทำให้ หลายคน มองว่า เขาสร้างภาพ

กับนักร้องที่ชื่อ พราย ปฐมพร ปฐมพร ผู้ชายที่ใช้สีคาด หน้าเดิน เข้าไปในบริษัทเทปเพื่อขอทำงานเพลงโดยไม่แคร์สายตา ว่าใคร จะมอง ผู้ชายที่แก้ผ้าเพื่อทำโปสการ์ดจนกลายเป็นข่าว ครึก โครม ผู้ชายที่ถ่มน้ำลายรดหน้าตนเอง ฯ…

อ่านเพิ่มเติม...

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2



เรามี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
รวมบทสัมภาษณ์
Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79
บทความทั้งหมด
Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79 Warning: Creating default object from empty value in /home/pryfriend/domains/pryfriend.com/public_html/in/modules/mod_mostread/helper.php on line 79